เลือกซื้อเซิร์ฟเวอร์อย่างไรให้โดนใจ SMEs (buy server for SMEs guide)
posted on 04 Dec 2008 17:59 by laptopcomputer in Tips-Tricks
Budget Server หรือ Entry Server
ปกติแล้วเป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่เหมาะกับองค์กรหรือบริษัทขนาดเล็กที่มีเครื่องลูกข่ายในระบบไม่มากนัก มักจะใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่มีคุณสมบัติไม่สูงมากอาจจะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์พีซีธรรมดาแทนก็ได้ ถ้าไม่ต้องการความมีเสถียรภาพของระบบมาก ในบ้านเราก็มีอยู่หลายแบรนด์เนมให้เลือกด้วยกันในการเลือกซื้อเครื่องเซิร์ฟเวอร์สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและเล็กหรือ SME นั้นสิ่งสำคัญที่จะต้องพิจารณาก็คือ จุดประสงค์ของการนำมาใช้งานว่าเป็นงานในลักษณะใด ข้อมูลที่จัดเก็บมีปริมาณมากน้อยเพียงใด จำนวนเครื่องลูกข่ายในระบบจำนวนเท่าไร แล้วจึงมาเลือกคุณสมบัติให้เหมาะกับความต้องการดังกล่าว ในการเลือกก็ไม่จำเป็นต้องเลือกซื้อรุ่นที่ออกมาใหม่ๆ เนื่องจากว่าจะมีราคาแพงมากเพราะได้ใช้เทคโนโลยีที่เรียกได้ว่า ใหม่ที่สุดขณะนั้น เราอาจจะเลือกเครื่องที่ตกรุ่นใหม่ๆ หรือว่าเครื่องมือสองที่ประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน เป็นการประหยัดต้นทุนในการจัดซื้อไปได้อีกมากเลยทีเดียว ซึ่งการลักษณะของการรองรับการใช้งานได้แค่ไหนนั้นก็สามารถดูได้จากความเร็วของซีพียู หรือ อุปกรณ์อื่นๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ หรือ แรม เป็นหลัก
โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือหน่วยประมวลผลที่เรียกกันอย่างคุ้นเคยว่าซีพียูนั้น ที่เหมาะสำหรับใช้งานในองค์กรขนาดเล็กๆ แล้วละก็ ซีพียูที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีโดยทั่วๆ ไปก็นำมาใช้งานได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Intel Celeron, Intel Pentium4 หรือจะเป็นของ AMD Athlon แต่ต้องเลือกรุ่นที่รองรับเทคโนโลยี Hyper-Threading หรือ Hyper-Transport ด้วย ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้กับเครื่องพีซีไฮเอนต์นั่นเอง นอกจากจะช่วยให้ประหยัดต้นทุนในการจัดซื้อไปได้มากในราคาเท่าๆกับพีซีแล้วประสิทธิภาพก็พอเพียงสำหรับใช้งานโดยทั่วๆ ไปได้ แต่ถ้าต้องการใช้ซีพียูที่ออกแบบมาสำหรับเซิร์ฟเวอร์โดยเฉพาะนั้นก็มี Intel Xeon DP, Intel Xeon MP และ AMD Athlon MP ซึ่งเป็นซีพียูที่สามารถรองรับการทำงานได้ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป โดยเราสามารถใส่ซีพียู 1 ตัวก่อน เมื่อต้องการประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นก็เพียงใส่ซีพียูอีกตัวเข้าไปได้
หน่วยความจำหลัก (Main Memory) สำหรับหน่วยความจำที่ใช้สำหรับเซิร์ฟเวอร์นั้นจะมีลักษณะเฉพาะออกไปโดยคุณสมบัติที่ใช้กับเครื่องเซิร์ฟเวอร์นั้นจะเป็นประเภท ECC Memory ซึ่งก็คือ Error Correction Coding นั่นก็คือ การมีบิตสำหรับตรวจสอบข้อมูลว่ามีความถูกต้องหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการรับประกันถึงคุณภาพของข้อมูลและความน่าเชื่อถือที่จะได้รับจากการประมวลผล และให้ประสิทธิภาพการทำงานที่น่าเชื่อถือ ทั้งแรมที่ใช้นั้นจะต้องเพิ่มขยายได้ต่อไปในอนาคตด้วย ในการเลือกใช้แรมนั้นจะต้องเลือกรุ่นที่มีความเร็วเท่ากันหรือใกล้เคียงกันมากที่สุด นอกจากนั้นก็ควรเลือกที่มีขนาดต่อโมดูลมากๆเข้าไว้ เพราะเมื่อเราขยายขนาดนั้นจะทำให้ใช้ DIMM แต่ละตัวได้อย่างเต็มความจุมากที่สุดที่จะรองรับได้ ซึ่งก็ต้องแลกมากับต้นทุนที่ต้องสูงขึ้นเช่นเดียวกัน โดยที่เหมาะสมสำหรับใช้ในธุรกิจขนาดเล็กๆนั้นก็ควรรองรับความจุได้สูงสุดตั้งแต่ 4GB ขึ้นไป
ฮาร์ดดิสก์ (Harddisk) ถือเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของระบบ โดยปกตินั้นจะต้องมีความจุที่มีขนาดใหญ่ทั้งนี้เพื่อเป็นพื้นที่ในการจัดสรรให้กับเครื่องไคลเอนต์ที่ต่อเชื่อมอยู่ให้พอเพียง นอกจากนั้นแล้วก็ควรมีคอนโทรลเลอร์ที่สามารถจะขยายหรือเพิ่มเติมฮาร์ดดิสก์เพิ่มขึ้นได้ในอนาคต ซึ่งแน่นอนว่าปริมาณของข้อมูลที่เก็บไว้จะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน นอกจากนั้นก็ยังต้องคำนึงถึงความเร็วในการแอ็กเซสข้อมูล โดยส่วนใหญ่นั้นจะใช้ฮาร์ดดิสก์ในแบบ SCSI (Small Computer System Interface) ซึ่งมีความเร็วสูง แต่ก็ติดขัดในเรื่องราคาที่แพงมากกว่าในแบบ ATA ซึ่งในปัจจุบันต้องขอขอบคุณพัฒนาการของ Serial ATA ที่จะเข้ามาแทนที่ฮาร์ดดิสก์แบบ Parallel ATA เดิมซึ่งส่งข้อมูลได้ช้า ซึ่งมาตรฐาน SATAในตอนนี้นั้นอยู่ที่ 150MB/s เรียกได้ว่าเร็วทีเดียว ซึ่งนอกจากจะคำนึงถึงการขยายขนาดแล้ว ควรจะต้องรองรับระบบการสำรองข้อมูลในแบบ Multi-RAID (Redundancy Array of Inecpensive Disk) ซึ่งเป็นตัวสำคัญที่จะช่วยสำรองข้อมูลเมื่อเกิดความเสียหาย RAID Level 0,1,5 ก็ดูจะเพียงพอสำหรับองค์กรขนาดเล็กๆ แล้ว
สล็อตส่วนขยาย (Expension Slots) เรื่องของสล็อตและพอร์ตก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อน โดยเฉพาะถ้าการใช้งานของเรานั้นต้องการเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นๆ ภายนอกอย่างเทปแบ็คอัพ อุปกรณ์ออพติคอลสำหรับบันทึกหรือทำสำรองข้อมูล ก็เลือกที่มีจำนวนมากๆ ไว้ โดยอย่างน้อยนั้นจะต้องมีจำนวน 5 สล็อต ประกอบไปด้วยสล็อต PCI-X 1 หรือ 2 สล็อต, PCI 4 สล็อต เป็นต้นและก็ยังจะต้องมีพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB 2-4 พอร์ตไว้สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอกอื่นๆ ไว้ด้วยเช่นกัน ส่วนช่องเชื่อมต่ออื่นทั้ง Keyboard PS/2, Mouse PS/2, DB-15 และช่องเสียบลำโพงนั้นก็มีมาเป็นมาตรฐานกันอยู่แล้ว
อีเทอร์เน็ตการ์ด (Ethernet Card) ถ้าต้องเซิร์ฟเวอร์ที่สนับสนุนระบบเครือข่ายที่มีความเร็วสูงอย่าง Gagabit Ethernet นั้นก็ต้องเลือกที่มีพอร์ตนี้มาให้ ซึ่งปกตินั้นจะมีมาให้เรียบร้อย โดยเป็นแบบรวมเข้าด้วยกันกับเมนบอร์ดเลยทีเดียว ไม่จำเป็นที่จะต้องสรรหาการ์ดแบบ PCI มาเพิ่มเติม ซึ่งส่วนใหญ่จะมีให้ 2 พอร์ต คือ 10/100Mbps 1 พอร์ตและ 10/100/1000Mbps อีก 1 พอร์ต เพียงเท่านี้ก็พอเพียงสำหรับให้บริการเครื่องไคลเอนต์ได้พร้อมกันโดยไม่เกิดปัญหาคอขวด แต่สำหรับระบบเครือข่ายที่ยังใช้งาน 10/100Mbps นั้นเลือกเพียงการ์ดขนาด 10/100Mbpsก็ดูจะพอเพียงกับความต้องการ ถ้าต้องการเพิ่มเติมจึงค่อยนำอีเทอร์เน็ตการ์ดในแบบ PCI มาเสียบเข้ากับสล็อต PCI ที่ยังว่างอยู่ได้
เคส (Rack / Tower) จะเลือกเซิร์ฟเวอร์ในแบบ Tower Case หรือแบบ Rack นั้นจะต้องคำนึงถึงพื้นที่ที่เราจะใช้สำหรับตั้งเครื่องกัน ถ้าเลือกในแบบ Tower นั้นจะกินพื้นที่มากกว่า แต่ถ้าเลือกแบบ Rack นั้นจะช่วยประหยัดพื้นที่และดูแลรักษาเครื่องได้ง่าย สำหรับองค์กรที่มีแผนอยากจะเพิ่มเติมหรือขยายความต้องการขึ้นไปอีกการเลือกเซิร์ฟเวอร์แบบ Rack นั้นดูเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
การเลือกระบบปฏิบัติการ ทางเลือกสำคัญก็คือเลือกใช้ระบบปฎิบัติการในตระกูล Linux ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในด้านไลเซนต์ซอฟต์แวร์เหมือนกับตระกูลอื่นๆ แต่สำหรับองค์กร SME แล้วนั้น โดยส่วนใหญ่จะไม่มีแผนกไอทีสำหรับดูแลงานด้านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ ดังนั้นจึงอาจทำให้เกิดปัญหาทางด้านค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ระบบและโดยส่วนใหญ่ก็มีความเคยชินกับการใช้iระบบปฏิบัติการวินโดว์ การจะปรับเปลี่ยนความเคยชินนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากและต้องอาศัยเงินลงทุนและเวลา อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ แอพพลิเคชันที่ใช้งานกันอยู่เดิม ส่วนใหญ่ก็สร้างขึ้นมาจากสถาปัตยกรรมของระบบปฏิบัติการ Windows การจะปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบอื่นนั้นก็ยากไม่ใช่น้อยเช่นกัน ดังนั้นการเลือกใช้เซิร์ฟเวอร์ในตระกูล Linux นั้นน่าจะเหมาะกับงานด้านเป็นเมล์เซิร์ฟเวอร์ เว็บเซิร์ฟเวอร์และไฟล์เซิร์ฟเวอร์มากกว่า ส่วนแอพพลิเคชันเซิร์ฟเวอร์หรือในงานที่เกี่ยวข้องกับงานบัญชีนั้นควรใช้ระบบปฏิบัติการ Windows จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับงานและดูคุ้มค่ากว่า
ราคา มีตั้งแต่เท่ากับเครื่องพีซีระดับไฮเอนต์แต่ประสิทธิภาพดีกว่า นอกจากนั้นถ้าซื้อเครื่องแบรนด์เนมนั้นยังจะได้เปรียบกว่าซื้อเครื่องมาประกอบเองทั้งในเรื่องของการรับประกันสินค้าและมีบริการให้เมื่อเกิดปัญหา ทั้งยังมีซอฟต์แวร์อื่นๆ มาให้พร้อม เช่น ซอฟต์แวร์สำหรับมอนิเตอร์การทำงานของเครื่อง พยากรณ์การใช้งานทรัพยากรต่างๆ เป็นต้น ซึ่งเมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้ว เครื่องเบรนด์เนมจะมีภาษีเหนือกว่าแม้ราคาจะแพงกว่าก็ตาม
บทสรุป สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและเล็กที่กำลังมองหาเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไว้ประจำการในองค์กรแล้วละก็แนวทางที่นำเสนอนั้นคงจะช่วยเป็นเครื่องชี้นำได้ว่า ควรจะเลือกซื้อเครื่องเซิร์ฟเวอร์ในแบบไหนกัน ซึ่งก่อนจะตัดสินใจนั้นก็ควรที่จะศึกษาข้อมูลของแต่ละรุ่นแต่ละแบรนด์พร้อมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยไม่ว่าจะเป็นบริการระยะเวลาการรับประกันหรือเงื่อนไขอื่นๆ โดยละเอียดกันก่อน ทั้งนี้เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการใช้งานได้พร้อมผลประโยชน์และความคุ้มค่าในเม็ดเงินที่จะจ่ายไปครับ...
บทความจาก : www.buycoms.com
รู้ถึงความอุตสาหะของคนเขียน ที่ขยันหาข้อมูลมาให้อ่าน ดีมากๆ ครับ ขอเป็นกำลังใจให้
#1 By tiew@fine on 2008-12-04 18:18