Preview โทรศัพท์มือถือ (Mobile Phone) Nokia 6500 Classic และ Nokia 6500 Slide ตอนที่ 1
posted on 13 Dec 2008 00:26 by laptopcomputer in Review|
หลังจากที่โนเกียเงียบหายไปพักใหญ่ๆ หลังจากประสบความสำเร็จใน Nokia 6300 ชนิดเรียกได้ว่าขายเป็นเทน้ำเทท่า จนหลายๆ คนในบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ต่างคาดหวังกับโบนัสปลายปีนี้ที่อาจจะเพิ่มขึ้นกระฉูด แต่จากนั้นไม่นานนัก ฟ้าผ่า เปรี้ยง ลงทั่วโลก... Nokia 7500 Prism ที่โนเกียเองคาดหวังที่จะดังเปรี้ยงป้างเหมือน Fashion phone 3 รุ่นที่ผ่านมา กลับดันไม่ขึ้น เข็นไม่ขึ้น ลดราคาก็แล้ว โปรโมทก็แล้ว แต่สุดท้าย มาลงเอยที่เซลล์ของบริษัทตัวแทนจำหน่าย พ่วง 7500 Prism ลงไปกับเครื่องรุ่นอื่นๆ ที่ขายดี ภาระก็เลยมาตกที่ผู้บริโภคอย่างเราๆ เนี่ยแหละครับ -*-
แต่ตอนนี้ มีฮีโร่ที่จะมากอบกู้ศักดิ์ศรีแบรนด์โนเกียกลับมาอีกครั้ง นั้นก็คือ Nokia 6500 Classic และ Nokia 6500 Slide ที่ช่วงแรกเปิดตัวใหม่ๆ มีเพื่อนๆ ในห้องมาบุญครอง pantip.com มีกระแสที่ถามถึง และรอคอยในการวางจำหน่ายอย่างใจจดใจจ่ออยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะตัว Slide ที่จะถามถึงเป็นพิเศษ เพราะดูจากสเปคแล้วถือว่าครอบจักรวาล ในระดับราคา 13,XXX บาทเท่านั้น และผมเองต่างไม่รอช้า ติดต่อขอยืม 6500 รุ่น Slide และ Classic จาก MLink มาทดสอบครับ แต่เนื่องจากทั้ง 2 รุ่นนี้ คุณสมบัติภายในเกือบทั้งหมดไม่แตกต่างกัน จึงขอรวมมิตร พรีวิวให้เพื่อนๆ เป็นตัวเลือกในการตัดสินใจครับ โดยจะแบ่งการพรีวิว แบบ พรีวิว ลักษณะภายนอกของทั้ง 2 รุ่น และ คุณสมบัติภายในรวมเป็นบทความเดียวครับ โดยจะแทรกสเปคที่เพิ่มขึ้นในรุ่น Slide ครับ |
|
First Touch Nokia 6500 Classic เริ่มต้นด้วย Classic ก่อนนะครับ แรกเริ่มที่เห็นครั้งแรก รู้สึกถึงความเรียบง่ายของการออกแบบที่ดูออกจะธรรมดาๆ เสียด้วยซ้ำ และแวบแรกที่นึกถึงเลยก็คือ ทำไมหน้าตามันคล้ายๆ Samsung S259 จังเลยแหะ - -* (อันนี้ความรู้สึกส่วนตัวนะครับ)
แต่เมื่อลองเล่นได้สักพัก พบว่า การออกแบบที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และตัวเครื่องมีความบาง เหมาะสำหรับผู้ใช้เฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงาน และกลุ่มนักธุรกิจที่เน้นความเรียบง่าย แต่บ่งบอกสไตล์ของตนเอง ด้วยส่วนขอบของเครื่องที่มนโค้ง ไร้เหลี่ยมเหมือนเครื่องรุ่นทั่วๆ ไป สอดรับกับวัสดุของเครื่องที่โครงสร้างหลักเป็นอลูมินั่มอัลลอยด์พ่นดำ รวมๆ แล้วแทบทุกอย่างดูลง ตัวแต่พอมาพลิกดูด้านหลังแล้ว อดรู้สึกเสียดายที่ฝาหลังเป็นพลาสติกสีดำธรรมดาๆ เท่านั้น
ด้านหน้าตัวเครื่องมีการใช้แถบสีเงินล้อมรอบหน้าจอแสดงผลและส่วนของแผงปุ่มกด ซึ่งสีของตัวเครื่องเป็นสีดำ ทำให้แถบเงินดูโดดเด่นไม่ใช่น้อย ปุ่มกดต่างๆ เป็นพลาสติกดำธรรมดา แต่การออกแบบปุ่มกดเนี่ยสิครับ ดูลงตัวกับเครื่องเลยทีเดียว โดยเฉพาะการใช้สีเงินแบ่งแถวของปุ่มกด ซึ่งเพิ่มลักษณะแผงปุ่มกดให้ดูหนักแน่นขึ้น ความรู้สึกในการกดปุ่มต่างๆ พบว่า ในส่วนของ Soft key และปุ่มตัวเลขไม่มีปัญหาในการกดแต่อย่างใด แต่แผงควบคุมทิศทางสิครับ ใช้นิ้วโป้งกดลงไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ เพราะพื้นที่มีเพียงขอบเงินเงาๆ ที่เห็นเท่านั้นเองครับ
มาถึงส่วนหลังของเครื่องที่ออกแบบให้เรียบง่าย มีเพียงกล้องความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อม LED เพิ่มความสว่างในการถ่ายภาพ ข้างๆ เป็นลำโพงเสียงเรียกเข้า เห็นเล็กๆ แบบนี้ ให้เสียงดังกระหึ่มเลยทีเดียว
รอบๆ เครื่องแทบจะไม่มีปุ่มกดอะไรเลย นอกจากด้านบนเป็นช่อง microUSB ที่มีจุกยางปิดไว้ (ตรงนี้แหละครับ ที่จะทำให้เครื่องดูเสียราคาไปอีกหน่อย - -‘) ช่อง microUSB ที่เห็นทำหน้าที่ได้สารพัดเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น ช่องเสียบสายชาร์จ, ช่องเสียบสมอลทอล์ค, ช่องเสียบสายดาต้าลิงค์ ดูแล้วสะดวกดีนะครับ แต่คิดไป หากจะฟังเพลงและแบตเตอรี่ใกล้หมด คงต้องเลือกชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มก่อนจะดีกว่าครับ - -*
เมื่อถอดฝาหลังออก จะพบช่องใส่ซิมการ์ดแบบสอดไว้ด้านบน และสัญลักษณ์แสดงหน่วยความจำภายในขนาด 1 GB ซึ่งหมายความว่า Classic ไม่สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกได้ แต่ผมว่า หน่วยความจำขนาด 1 GB ก็น่าจะเพียงพอกับการใช้งานทั่วๆ ไป แต่หากใครที่เน้นการฟังเพลง ถ่ายภาพมากกว่าปกติ รุ่นนี้จะไม่ตอบสนองการใช้งานกับผู้ใช้สักเท่าไหร่ ผมของตินิดนึงกับหลุมใส่ก้อนแบตเตอรี่นั้น แกะยากพอสมควรครับ เพราะท้ายเครื่องไม่มีร่องให้เอาเล็บจิกลงไปเพื่อถอดแบตเตอรี่ออก
First Touch Nokia 6500 Slide แรกๆ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมมีแต่คนถามถึงตัวนี้บ่อยมาก จนได้มาจับตัวจริง ปรากฏว่า อึ้ง... ไป 3 วิครับ เพราะมันทั้งหนัก ทั้งหนา เพราะพื้นผิวส่วนใหญ่ทำจากสแตนเลสสตีล ทำให้มีน้ำหนักมาก เลยอดห่วงไม่ได้ว่าอีกหน่อยใช้ไปใช้มาจะเกิดรอยบนตัวเครื่อง (หาของปลอมมาเปลี่ยนไม่ได้ด้วย) ถ้าจะเปรียบเทียบรูปร่างของ 6500 Slide กับรุ่นก่อนหน้านี้ คงหนีไม่พ้น Nokia N80 ที่มีตัวเครื่องที่หนา และการสไลด์ของตัวเครื่องที่มีลักษณะแบบเดียวกัน เอาล่ะ เข้าเรื่องต่อครับ ตัว Slide เนี่ย น่าจะเหมาะกับกลุ่มวัยรุ่นถึงกลุ่มคนวัยทำงาน เพราะเท่าที่ดูฟีเจอร์แต่ละอย่างนั้น มีครบให้ใช้ได้ทุกอย่าง
ด้านหน้าของตัวเครื่องเน้นใช้สแตนเลสสตีล ตัดกับกรอบพลาสติกสีดำเงาที่อยู่ขอบด้านบนและล่าง ดูสีเป็นแนวแบบทูโทนที่เรียบง่าย แผงปุ่มควบคุมต่างๆ มีขนาดใหญ่ ทำให้กดใช้งานสะดวกครับ ด้านบนตรงช่องหูฟังเสียงสนทนา ด้านซ้ายเป็นหลอดไดโอดวัดแสง ส่วนด้านขวาเป็นกล้องที่ทำหน้าที่เป็น Video call บนเน็ทเวิร์ค 3G (เมืองไทยอีกนานแสนนานกว่าจะได้ใช้)
รอบๆ ตัวเครื่องนั้น ออกแบบให้ดูเรียบๆ โดยเฉพาะด้านซ้ายมีที่ไม่มีปุ่มใดๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นจะมีรูเล็กๆ ที่ให้เอาสายคล้องมือสอดเข้าไปในตัวเครื่อง มาฝั่งด้านขวาจะเป็นปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มกดถ่ายภาพ ส่วนด้านล่างเรียบๆ ไม่มีปุ่มครับ
ส่วนด้านบนเป็นศูนย์รวมของช่องต่างๆ เริ่มตั้งแต่ช่องเสียบสายชาร์จแบบ AC-3, ช่องเสียบสาย microUSB และช่องเสียบสายหูฟัง ข้างๆ มีปุ่มกดเปิดฝาหลัง สิ่งที่น่าสังเกตในรุ่น Slide คือช่องต่างๆ จะแยกออกมาเป็นเอกเทศ ต่างจาก Classic ที่ทำช่องต่างๆ ให้ใช้งานร่วมกันครับ
เมื่อสไลด์ตัวเครื่องขึ้น จะพบแผงปุ่มกดหมายเลขซึ่งดูเรียบๆ โดยแบ่งออกเป็นปุ่มต่างๆ อย่างเป็นสัดส่วนเท่าๆ กัน ความรู้สึกในการกดถือว่าให้ความรู้สึกที่ดี กดง่ายครับ
ด้านหลังของเครื่องจะเป็นส่วนของฝาหลังที่เป็นแผ่นสแตนเลสสตีลล้วนๆ มุมด้านซ้ายจะเป็นกล้องถ่ายภาพความละเอียด 3.2 ล้านพิกเซล ใช้เลนส์ไฮโซของ Carl Zeiss ซะด้วย ข้างๆ มีไฟส่องสว่างที่ทำหน้าที่เป็นแฟลชในการถ่ายภาพครับ ส่วนร่องท้ายเครื่องนั้นเป็นช่องลำโพงเสียงเรียกเข้าครับ คุณภาพเสียงไม่ด้อยไปกว่าตัว Classic ครับ อ่อ... เกือบลืมพูดถึงเลย ก็คือท้ายเครื่องด้านหลังจะมีแถบยางนูน มีไว้ลดการสัมผัสระหว่างเครื่องกับพื้นขณะวางบนพื้นครับ
เมื่อแกะฝาหลังจะพบช่องใส่หน่วยความจำแบบ Micro SD และช่องใส่ซิมอยู่ด้านล่างช่องใส่หน่วยความจำครับ เวลาใส่ซิมต้องสอดเข้าไป เวลาจะถอดไม่ยากครับ แค่เอาเล็บเขี่ยที่เลื่อนออกมาก็เรียบร้อยแล้ว ส่วนการถอดและใส่แบตเตอรี่นั้น ปลายเครื่องจะมีร่องให้เอาเล็บแกะออก ถอดได้ง่ายครับ
Next step to feature of Nokia 6500 เนื่องจากทั้ง Classic และ Slide ต่างก็เป็น Series 40 version 3 ซึ่งฟังก์ชั่นและความสามารถส่วนใหญ่จะเหมือนกันทุกประการ ดังนั้นผมเลยพรีวิวรวมกันเลยครับ แต่หากฟีเจอร์ไหนที่มีความสามารถต่างกัน ผมจะเขียนบอกไว้เพื่อเป็นข้อมูลเปรียบเทียบครับ
กล้องถ่ายภาพ ทั้ง 2 รุ่น ความสามารถของการถ่ายภาพนั้นแทบไม่ต่างกัน จะต่างกันตรงที่ส่วนของ Hardware ครับ ที่ตัว Classic กล้องจะถ่ายภาพได้ความละเอียดเพียง 2 ล้านพิกเซล (1600x1200 พิกเซล) ส่วน Slide นั้นมีสเปคสูงกว่า ก็คือ กล้องความละเอียด 3 ล้านพิกเซล (2048x1536 พิกเซล) และเลนส์ถ่ายภาพเป็นแบบ Carl Zeiss ที่คุณสมบัติเหนือกว่าเลนส์ทั่วๆ ไป กล่าวคือ เลนส์สามารถเก็บรายละเอียดของภาพและแสงที่ดีเยี่ยม เลนส์จะช่วยส่งภาพไปยัง CMOS ทำให้ภาพที่ออกมาสวย คมชัดขึ้น แต่เมื่อนำภาพทั้ง 2 รุ่นมาเทียบกัน สรุปได้ว่า ความคมชัดของภาพแทบไม่แตกต่างกัน สิ่งที่ต่างกันคือความใหญ่ของภาพนี่แหละ
อ่อ เกือบลืมไปว่า สิ่งที่เพิ่มมาในรุ่น Slide คือ กล้องด้านหน้าที่ใช้ในเวลาสนทนากับสายปลาย บนเครือข่าย 3G/UMTS ครับ
คุณสมบัติหลักๆ ได้กล่าวไปบ้างแล้ว เหลือรายละเอียดปลีกย่อยครับ เริ่มต้นที่การกำหนดความละเอียดของภาพ ที่รุ่น Classic ที่ได้ 1600x1200, 1280x960, 1152x864, 800x600, 320x240, 160x120 พิกเซล ส่วนรุ่น Slide ได้สูงสุดที่ 2048x1536 นอกนั้นเหมือน Classic ครับ การกำหนดคุณภาพของภาพทำได้ 3 ระดับ คือ High, Normal และ Basic
ลูกเล่นการถ่ายภาพ ก็เหมือนเดิมๆ แหละครับ ไม่ได้มีอะไรใหม่ๆ จะมี Effect (Sepia, Negative, Greyscale, etc.) และการปรับ White balance (Daylight, Tungsten, Horizon, etc.)
ส่วนการถ่ายภาพเคลื่อนไหว หรือเรียกง่ายๆ ว่า VDO Clip ผู้ใช้เลือกบันทึกความละเอียดได้ 2 ระดับ คือ 176x144 และ 128x96 พิกเซล ผมเองก็งงๆ อยู่ตลอดทุกครั้งที่เจอมือถือแพงๆ ว่า ทำไมไม่ใส่คุณสมบัติการถ่ายภาพเคลื่อนไหวแบบความละเอียดเยอะๆ ก็ไม่รู้ (มันจะทำให้ต้นทุนขึ้นเยอะมากเลยหรองัยเนี่ย - -*) นอกจากนี้ยังยังสามารถถ่ายภาพเคลื่อนไหวต่อเนื่องจนหน่วยความจำเต็มครับ หรือเลือกถ่ายเพื่อส่ง MMS
เมื่อทดลองใช้งานจริง พบว่า เมื่อเวลาเราถ่ายรูป ตัวเครื่องทั้ง 2 รุ่นต้องใช้ระยะเวลาในการ Process ภาพนานมาก ประมาณ 7-10 วินาที (กำหนดความละเอียดของภาพไว้สูงสุด) แต่ยังดีที่เมื่อเราถ่ายรูปเสร็จ เราไม่ต้องถือกล้องค้างไว้จน Process เสร็จเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ ไม่รู้ว่าที่กล่าวไปเป็นจุดด้อยของรุ่นนี้หรือไม่ หรือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของ Nokia ไปแล้ว เพราะกว่าจะได้ถ่ายรูปได้แต่ละรูป ก็คงไม่ทันเรื่องทันราวแล้ว เฮ้อ.....
จอแสดงผล Classic และ Slide ใช้จอแสดงผลแบบ TFT LCD 16 ล้านสี ความละเอียด 240x320 พิกเซล แต่ทั้งสองรุ่นนี้ต่างกันที่ ขนาดของหน้าจอครับ โดยที่ Classic มีขนาด 2 นิ้ว ส่วน Slide มีขนาด 2.2 นิ้ว ถึงจะมีขนาดต่างกัน แต่เวลาใช้งานจริงๆ ไม่เห็นความแตกต่างเลยครับ ส่วนการแสดงผลนั้น ถือว่าคมชัด สวยงาม
ในโหมดสแตนบาย รูปแบบการแสดงผลหลักๆ นั้น ไม่ต่างจากรุ่นก่อนหน้านี้ ทั้งแถบสัญญาณโทรศัพท์, ระดับแบตเตอรี่, ชื่อเครือข่ายพร้อมวันที่อย่างละเอียด ส่วนแถบเมนู Active Standby สามารถเลือกเปิด/ปิดใช้งานได้ตามใจชอบ (แต่ถ้าเปิดใช้งาน อาจจะทำให้หน้าจอแสดงผลดูรกๆ ไปหน่อย) ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาให้ใช้งานคือ โหมด Navigation key icons ที่จะเป็นการแสดง icon ที่บ่งบอกการเข้าถึงเมนูลัดผ่านปุ่มควบคุม แต่อย่างที่บอกตอนต้น ส่วนตัวผมแล้วถือว่าทำให้หน้าจอดูรกๆ ครับ
ธีมที่มากับเครื่อง มีให้เลือกใช้ถึง 7 รูปแบบ ซึ่งใช้สีและสวดลายที่เน้นไปทางอ่อนและเล่นสีตัดกัน อย่างภาพที่เห็นเป็นธีมสีดำครับ แต่ก็ไม่ได้ดำล้วนเลยซะทีเดียว ซึ่ง Wallpaper จะเปลี่ยนไปตามรูปแบบธีมนั้นๆ และความสามารถอีกอย่างที่น่าสนใจคือสามารถนำไฟล์แบบ 3GP มาเป็นภาพ wallpaper ได้ ถือว่าเจ๋งเลยทีเดียวครับ
การแสดงรายละเอียดการโทรเข้าโทรออกนั้น มีการแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อสะดวกในการค้นหา เช่น การแสดงผลทั้งหมด, แสดงเฉพาะหมายเลขโทรออก, หมายเลขโทรเข้า และ สายที่ไม่ได้รับ แต่ละหมวดหมู่จะแสดงหมายเลขได้สูงสุด 20 หมายเลขเท่านั้น
เมื่อมีสายเข้า หน้าจอจะแสดงหมายเลขโทรเข้าไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป แต่หากลองนำรูปถ่ายมาทำเป็น Photo ID นั้น เวลาแสดงรูปออกมา โห้.. ใหญ่บิ๊กเบิ้ม เกือบเต็มหน้าจอครับ ขนาดสายที่เป็นสายที่ไม่ได้รับ ก็ยังมีรูปแสดงบ่งบอกหน้าตาผู้โทรมาแบบเล็กๆ ด้วย
|
อ่านต่อ >> Preview โทรศัพท์มือถือ (Mobile Phone) Nokia 6500 Classic และ Nokia 6500 Slide ตอนที่ 2 (การใช้งานมัลลติมีเดีย)

#1 By ธีมมือถือ (125.25.9.9) on 2009-04-30 02:23